ดราม่าหนัก คลิปเก๋งสีแดงไม่หลบรถฉุกเฉิน

จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Kenzaa Standby ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์รถฉุกเฉินคันหนึ่งเปิดไซเรนขอทางขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีผู้ป่วยต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่ระหว่างทางในช่องเลนขวานั้นได้มี รถเก๋ง ซูซูกิ สวิฟต์ สีแดง ไม่ยอมหลบขับแช่อยู่เลนขวา เมื่อรถฉุกเฉินขับตามได้สักระยะจึงต้องแซงซ้าย ตามที่นำเสนอข่าวมาแล้วนั้น

จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่าผู้ป่วยที่อยู่ในรถคันเกิดเหตุ ชื่อนายประสิทธิ์ อายุ 61 ปี ชาวบ้านสระผักโพด ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ที่ต้องใช้รถฉุกเฉินคันดังกล่าว เดินทางจากโรงพยาบาลลาดกระบัง เพื่อกลับโรงพยาบาลครบุรี อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใกล้กับภูมิลำเนาบ้านเกิด ซึ่งขณะนี้เสียชีวิตแล้ว โดยวันนี้ 8 เม.ย.61 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดสระผักโพด ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพ ของนายประสิทธิ์ ที่เป็นผู้ป่วยซึ่งใช้บริการรถฉุกเฉินคันดังกล่าวมายังโรงพยาบาลครบุรี ก่อนจะเสียชีวิตลงเมื่อประมาณ 19.00 น. วันเดียวกันกับที่เกิดเหตุการณ์ พบว่ามีสมาชิกครอบครัว ภรรยา บุตรสาวคนโค และบุตรชายอีกสองคน คอยต้อนรับแขกอยู่ภายในงาน โดยมีบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย มาร่วมแสดงความเสียใจตลอดทั้งวัน รวมถึงพากันนั่งจับกลุ่มพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทั้งหมดแสดงความเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น และคนขับรถเก๋งสีแดงน่าควรจะมีน้ำใจมากกว่านี้

นางสาวสายใจ บุตรสาวคนโตของผู้ตาย เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวของตนเองทั้งหมด ได้ตัดสินใจอพยพครอบครัวทั้งหมดเข้าไปทำงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านลาดกระบัง มานานประมาณ 18 ปีแล้ว โดยนายประสิทธิ์ ผู้เป็นบิดา ทำหน้าที่เป็น พนักงานรักษาความปลอดภัย เช่นเดียวกันกับสมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้ชาย ส่วนตนเองนั้นทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พ่อเป็นคนขยันขันแข็ง แข็งแรงดี แต่มีโรคหืดหอบซึ่งเป็นโรคประจำตัว ซึ่งก็ดูแลตัวเองได้ดีมาตลอด กระทั่งเมื่อสองอาทิตย์ก่อน พ่อมีอาการปวดหัว จึงได้ไปหาซื้อยาที่คลินิกใกล้บ้านมากิน แต่ไม่ยอมไปหาหมอ และเมื่อวันที่ 5 เม.ย.เกิดอาการทรุดลงอย่างกะทันหันจนไม่รู้สึกตัว ครอบครัวจึงนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลลาดกระบัง ซึ่งแพทย์มาดูอาการแล้วลงความเห็นว่ามีอาการสมองขาดออกซิเจน หากรักษาก็ทำได้แค่กลายเป็นเจ้าชายนิทรา ทางครอบครัวจึงตัดสินใจที่จะส่งตัวกลับมาพักที่โรงพยาบาลครบุรี จ.นครราชสีมา ซึ่งใกล้กับบ้านเกิด เพื่อหวังว่าจะให้บรรดาญาติพี่น้องทั้งหมดได้มาดูใจกันเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็มาเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นเสียก่อน ยังดีที่พ่อยังได้กลับมาสิ้นใจยังภูมิลำเนาบ้านเกิด ซึ่งในช่วงเกิดเหตุนั้นมีแม่และน้องชายนั่งไปในรถฉุกเฉินกับพ่อ ส่วนตนเองนั้นกำลังนั่งรถอีกคันขับตามไปจึงไม่เห็นเหตุการณ์ กระทั่งมีเห็นกับตามในคลิปที่ถูกโพสต์แชร์ดังกล่าว. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ sanook